2006/Apr/08

การเขียนครั้งที่แล้วไม่มีใครเข้ามาอ่านเลย (หาได้น้อยใจไม่) มาคราวนี้ก็มีงานเขียนอีกแล้ว งานชิ้นนี้เขียนเองชอบเอง (55) แต่ว่าที่ภูมิใจด้วยเพราะว่าได้ลงอนุสรณ์ อิอิ ก็ลองอ่านดูแล้วกันครับ

ในเปลือก

เมล็ดพืช 2 เมล็ดโดนลมพัดมาตกกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง ไร้น้ำ ไร้ชีวิต มีเพียงพวกมันกับความเหงา และทะเลทรายที่ไกลสุดลูกหูลูกตา(สมมุติว่าเมล็ดมีลูกตาน่ะ) เมล็ด 2 เมล็ดนี้เป็นพี่น้องกัน โดยเมล็ดที่เกิดก่อนชื่อว่า พี่ และ เมล็ดที่ตามมาทีหลังชื่อว่า น้อง

ท่ามกลางกระแสลมอันแปรปรวนและบาดลึกถึงเปลือกหุ้มเมล็ดส่วนใน ก็ปรากฏกลุ่มเมฆแถบบางสีคล้ำปลิวละล่องอยู่เหนือทะเลทรายแห่งนั้น บดบังซึ่งแสงอันร้อนแรงจากหัวล้านของลุงพระอาทิตย์ และแล้วเมฆก็ปล่อยหยดน้ำลงมาจากการควบแน่น หยดน้ำที่เป็นเหมือนแขกขาจรของทะเลทรายแห่งนี้ แขกที่ปลอบประโลม ความชื้นและขับไล่ความแห้งแล้งให้หนีไป แม้เพียงชั่วคราวแต่ก็เพียงพอต่อความหวาดกลัวของเมล็ดทั้ง 2

เมล็ดทั้ง 2 ได้แต่พากันกอดด้วยความหนาวสั่นระคนความหวาดกลัวเมล็ดผู้พี่เห็นเมล็ดผู้น้องทนความหนาวไม่ได้จึงทุ่มเทพลังงานปริมาณหลายแคลลอรี่เพื่อให้เมล็ดผู้น้องอุ่นขึ้น จนตัวของเมล็ดผู้พี่หนาวสั่นและเปลือกแตกออกเนื่องจากแรงสั่นที่มีค่าหลายนิวตัน เผยให้เห็นถึงใบเลี้ยงคู่หนึ่งที่ปราศจากเอนโดสเปิร์ม (เออ..คือในพืชใบเลี้ยงคู่จะเก็บอาหารในใบเลี้ยง แทนเอนโดสเปิร์ม)

เมล็ดผู้พี่ค่อยๆงอกยอดและหยั่งรากลงสู่ทะเลทราย ที่ความชื้นถูกทำลายด้วยรัศมีแห่งลุงพระอาทิตย์ หลังจากที่เมฆฝนลอยไปตามกระแสลมของทะเลทราย พี่ เสียงใสจากเมล็ดผู้น้องเรียกขึ้น พี่โตขึ้นเหมือนหม่ามี้เลยครับแน่นอนพี่จะเติบโตขึ้นและหยั่งรากลงบนพื้นดินที่แห้งแล้งแห่งนี้แม้จะต้องตายก็ตาม พี่ตอบด้วยความภาคภูมิใจ น้องเองก็ควรสลัดเปลือกแห่งความกลัวทิ้งแล้วเติบโตขึ้น น้องอยู่ในเมล็ดอาจจะปลอดภัยแต่เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งนั้นแต่... แต่ผมกลัว เสียงที่แผ่วเบาของเมล็ดผู้น้องดังขึ้น แต่สายไปเสียแล้วพี่ของเขาโตขึ้นโตจนเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงทักท้วงของเขา พี่ชายของเขาห่างเขาไปทุกทีปล่อยให้มีช่องว่างระหว่างความกลัวและการเดินตามทางที่อยากทำมากขึ้นเรื่อยๆ

น้องชายแหงนหน้ามองพี่ชายของตนเองโดยไม่คิดจะงอกตาม ฉับ เสียงโลหะตัดยอดของพี่ของเขาจนขาด พี่ชายที่ไม่กลัวความตายแม้จะรู้ว่ามันมาเยือนได้ทุกวินาที น้องชายกลัวจนตัวสั่นแต่ก็ต้องพยายามฝืนเพราะไม่อยากให้เปลือกกะเทาะออกและโตตามพี่ชายไป

นักเรียนคะ หลังจากตัดยอดของต้นไม้ที่จะทดลอง แล้วก็เอาไปต้มน้ำตามด้วย

แอลกกอฮอล์นะคะแล้วหยดไอโอดีนตามไปเดี๋ยวเราจะรู้ค่ะว่า ต้นถั่วจะสังเคราะห์แสงในดินทรายหรือดินร่วนได้ดีกว่ากัน

อาจารย์ขา แล้วถั่วที่มันไม่ยอมงอกเมล็ดล่ะคะ

โธ่หนูขา ทีหลังอย่าถามอย่างงี้นะคะ เมล็ดที่มันไม่งอกเนี่ยมันไม่มีคุณค่าใดๆเลยค่ะ ทดลองก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ ได้แค่เอาไปต้มกับน้ำตาลให้คุณแม่หนูทานเท่านั้นแหละค่ะ

เรื่องนี้เราไม่ได้สอนส่วนประกอบของเมล็ดให้คุณ ไม่ได้สอนวิธีการตรวจสอบการสังเคราะห์แสง และที่สำคัญไม่ได้สอนวิธีทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลให้คุณแม่ทาน แต่เราแค่อยากถามคุณว่า พร้อมรึยังที่จะสลัดเปลือกแห่งความกลัว แทงยอดไปบนท้องฟ้าที่ยิ่งใหญ่ และหยั่งรากบนความฝันอันไม่รู้จบของคุณ

ภูมิ เพชรกาญจนาพงศ์

A ship in harbor is safe, but that is not what ship built for

[ John Shedd]

เรือจอดอยู่ในอ่าวปลอดภัยก็จริงอยู่ แต่มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นั้น

อ่านแล้วว่าไงก็ลองติชมดูได้น่ะครับผม


edit @ 2006/04/08 23:33:10

2006/Apr/07


ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกน่ะครับ ว่านี่เป็นครั้งแรกของผมที่เขียน ก็เลยออก งงๆอยู่น่ะครับ แต่ก็ตั้งใจแล้วแหละครับที่ทำเป็นบล็อคงานเขียน (ถึงจะเขียนไม่ค่อยดีก็ตาม) ยังไงก็ขอฝากบล็อคน้องใหม่นี้ด้วยน่ะครับ

เอาแหละไม่เสียเวลาแล้วผมก็ขอแอบเอางานชิ้นแรกมาให้อ่านกันดีกว่าเนอะ ติได้น่ะครับจะได้เอาไปปรับปรุง อิอิ

..................................................................................

โทรโลกที่ 23 : เพราะเราไกลชิดกัน

กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ 1,568.737 ตร.กม.ส่วนประเทศไทยมีเนื้อที่ประมาณ 514,000 ตร.กม. และสุดท้ายโลก มีเนื้อที่ประมาณ 510,072,000 ตร.กม. ตัวเลขเหล่านี้สามารถบอกขนาดของสิ่งต่างๆบนโลกได้ สามารถบอกความใกล้-ไกล แห่งระยะสื่อสารของเราได้ จากสัตว์โลกธรรมดาตัวหนึ่ง เราสามารถพัฒนาตัวเอง จนมาถึงจุดสูงสุดของการสื่อสาร เราคือ มนุษย์ สัตว์โลกที่ติดต่อสื่อสารกันได้เร็วที่สุดในโลก

ด้วยความที่โลกาภิวัฒน์หมุนไปอย่างรวดเร็ว และแซงการหมุนปกติของโลกได้ ทำให้โลกที่เราอยู่ดูเล็กลงกว่าความเป็นจริง เหมือนกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่มันถูกพัฒนาจนทำให้ ระยะทางระหว่าง 2 ฝั่งโลกแทบจะเป็น 0 วินาทีในการติดต่อ โลกเล็กลงหรือเราใหญ่ขึ้น? นี่คือสิ่งที่ควรเริ่มถามตัวเองแต่คำตอบอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญ

ปัจจุบันถ้าเราอยากติดต่อใครซักมุมหนึ่งของโลกมันเป็นสิ่งที่ง่าย เราเพียงแค่หา E-mail เค้ามา เพียงเท่านี้เราก็ติดต่อกันได้ หรือถ้ารู้เบอร์โทรศัพท์แล้วละก็ การคุยกันนอกจากสะดวกปากแล้วยังสามารถใส่อารมณ์ร่วมกันได้มากยิ่งขึ้น ก็บอกแล้วไง เราคือสัตว์ที่ติดต่อกันเร็วที่สุดในโลก แล้วอย่างนี้เราจะไปสนใจทำไมละ ในเมื่อเราติดต่อกันง่ายขึ้นโลกจะเล็กลงหรือเราตัวใหญ่ขึ้น ย่อมไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าเราก็ยังคงมีความสุขกับการสื่อสารต่อไป อืม...แล้วทำไมเราถึงจะ ไกลชิดกันได้น่ะ?

กรุงเทพที่มีขนาดเล็กกว่าโลกนั่นประกอบด้วย เขต แขวง ชุมชน หมู่บ้านมากมาย ลองคิดดูในขณะที่คุณคุยอยู่กับ ชาวปารีส คุณอาจจะไม่เคยแม้แต่สบตากับอาแปะร้ายขายของชำฝั่งตรงข้ามก็ได้ ขณะที่คุณคุยกับเพื่อนข้ามทวีป บุคคลในโรงเรียนที่คุณอยู่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันหมดทุกคนหรือยัง บุคคลเหล่านี้มีผลกระทบกับคุณมากกว่าคนห่างไกลที่คุณสื่อสารอยู่ และบางทีคุณไม่เคยเห็นหน้าเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมน่ะ การสื่อสารกับเค้ามันดูสำคัญเสียยิ่งกระไร ไม่น่าเชื่อว่าผีเสื้อเพียงแค่กระพือปีกที่ขั้วโลกเหนือจะเกิดพายุที่ขั้วโลกใต้ อย่างนี้แสดงว่าโลกคงเล็กลงกระมั้งเราถึงมองข้ามสิ่งที่เล็กกว่าโลกคือ คนรอบข้าง แต่กลับชะเง้อไปอีกซีกโลกเพื่อหาผีเสื้อที่จะกระพือปีกและมีผลต่อชีวิตของเรา

ตรงกันข้ามเราไม่ควรละทิ้งแนวคิดของการสื่อสารที่เร็วขึ้นเพราะว่าเราตัวใหญ่ขึ้น โลกใบนี้ช่างจ้อยเสียยิ่งกระไรเพียงแค่ปุ่มเดียวก็สามารถทำลายดวงดาวง่อยเปลี้ยนี้ทิ้งได้ ด้วยความใหญ่เทอะทะทางความคิดและทัศนคติที่เกินพอดี เราใฝ่เราหาเราค้นเพียงเพื่อสุดท้ายจะตายไปก่อนที่โลกจะแตกดับ เรากินโลกอันสวยงามไปทุกวันเพื่อให้ตัวเราโตขึ้น เมื่อบุคคลรอบข้างใหญ่ไม่ทันเราจะมีประโยชน์อันใดในการติดต่ออีกเราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วคุยกับคนที่ตัวใหญ่เท่าเราดีกว่า นั่นแน่แสดงว่านายตัดสินใจแล้ว ที่จะเพิกเฉยต่อ คนรอบข้าง น่าเสียดายที่คนเหล่านี้ต่างหากที่ให้นายกินจนเติบใหญ่คับโลกได้ คนรอบข้างคือสิ่งมีค่าที่จะผลักดันนายไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ จะมีประโยชน์อะไรถ้าสุดท้ายนายตัวใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว

หันเถอะหันกลับมามอง ก้มเถอะคนตัวใหญ่ทั้งหลายก้มลงมามอง ไม่ว่าโลกจะเล็กลง หรือเราใหญ่ขึ้นสิ่งที่เราทำกับ คนรอบข้างในทุกวันนี้คือทิ้งเค้าไว้กับความเงียบเหงา ถึงแม้บางคนอ้างว่าใครๆก็ทำกันแต่เราจำเป็นหรือทีต้องทำ จำเป็นหรือที่จะตัดสัมพันธ์กับคนที่มีผลต่อเรา แล้วไปคุยกับคนตัวใหญ่เท่าๆกันลองกลับมาคิดดูว่าถ้าเราคือคนตัวเล็กจะรู้สึกอย่างไร เราจะเป็นอย่างไรถ้าเพื่อนๆไม่ติดต่อกลับมาเพียงแค่เราไม่มี E-mail แต่เรากลับมีเรื่องราวอย่างเล่าอยากคุยมากมาย พอเถอะวางลงได้แล้วการสื่อสารแห่งโลกาภิวัฒน์การสื่อสารที่สร้างความฉาบฉวยอย่างไม่รู้จบ เราลองหันมาสื่อสารกันด้วยสิ่งสวยงามที่โลกให้มา ด้วยปาก ด้วยลายมือ ด้วยหัวใจ ......

ช่างมันเถอะผีเสื้อน่ะมันจะกระพือปีกอีกสักกี่ล้านครั้ง พายุก็คงไม่เกิดที่นี่แน่นอน.....

ภูมิ เพชรกาญจนาพงศ์


edit @ 2006/04/07 01:23:56
edit @ 2006/04/07 01:24:57
edit @ 2006/04/07 01:27:18
edit @ 2006/04/07 01:28:42
edit @ 2006/04/07 01:34:18